
UNDP จับมือสมาคมประกันวินาศภัยไทย และบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ต่อยอดอบรมวินมอเตอร์ไซค์กรุงเทพฯ สู่ความปลอดภัยทางถนนและภูมิคุ้มกันทางการเงิน รุ่นที่ 2

โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย หรือ UNDP Thailand ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย และบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ต่อยอดการจัดอบรมเพื่อยกระดับความปลอดภัยทางถนนและภูมิคุ้มกันทางการเงินให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างในกรุงเทพฯ เป็นรุ่นที่ 2 มุ่งเสริมความรู้ด้านความปลอดภัยทางถนน สิทธิประโยชน์และความคุ้มครองจากระบบประกันภัย ตลอดจนการบริหารรายได้และวางแผนทางการเงิน เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถรับมือกับความเสี่ยงและเหตุการณ์ไม่คาดคิด พร้อมสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โดยสืบเนื่องจากการอบรมรุ่นที่ 1 ที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้เข้าอบรม ทั้งในการช่วยให้เห็นความสำคัญของการวางแผนการเงิน และการเพิ่มความสนใจในผลิตภัณฑ์ประกันที่เหมาะสมกับตนเอง โดยเฉพาะประกันที่ช่วยคุ้มครองความเสี่ยงจากการสูญเสียรายได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย

Insurance and Risk Finance Facility (IRFF) เป็นโครงการระดับนานาชาติของ UNDP ที่ส่งเสริมการใช้เครื่องมือด้านประกันภัยและการเงินเพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถเตรียมพร้อมและรับมือกับผลกระทบจากความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันโครงการดังกล่าวดำเนินงานใน 34 ประเทศทั่วโลก โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนีผ่านกระทรวงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา และมีเป้าหมายสำคัญในการขยายโอกาสให้กลุ่มแรงงานนอกระบบสามารถเข้าถึงความรู้และเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงอันจะนำไปสู่การลดผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดและเสริมสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตในระยะยาว

ดร.ฎาฎะณี วุฒิภดาดร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย หรือ UNDP Thailand กล่าวว่า การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยทั้งการสร้างความรู้ และความเข้าใจในการบริหารความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์การเงินและการประกันภัยที่เหมาะสม

ภายใต้โครงการการประกันภัยและการเงินเพื่อจัดการความเสี่ยง (Insurance and Risk Finance Facility: IRFF) ซึ่งขับเคลื่อนในระดับโลก UNDP มุ่งทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อให้เครื่องมือด้านการประกันภัยและการเงินสามารถเข้าถึงประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่มักได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดมากที่สุด
“การอบรมทั้งรุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 สะท้อนให้เห็นว่า ความรู้ที่ถูกออกแบบให้เข้าใจง่ายและตอบโจทย์ชีวิตจริง สามารถช่วยให้ประชาชนตัดสินใจวางแผนเพื่อปกป้องรายได้ ดูแลครอบครัว และสร้างความมั่นคงในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของ UNDP ในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ด้าน ดร.พงษ์ภาณุ ดำรงศิริ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า การจัดอบรมรุ่นที่ 2 สะท้อนถึงความต่อเนื่องของความร่วมมือในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยทางถนน ประกันภัย และการวางแผนทางการเงินแก่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพและเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม
“ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างเป็นกำลังสำคัญของระบบการเดินทางในกรุงเทพมหานคร และต้องเผชิญกับความเสี่ยงบนท้องถนนอยู่เป็นประจำ สมาคมฯ จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันอุบัติเหตุ สิทธิและความคุ้มครองจากระบบประกันภัย ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านการเงิน เพื่อช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อตนเองและครอบครัว”
ดร.พงษ์ภาณุ กล่าวเพิ่มเติมว่า การขับขี่อย่างปลอดภัยต้องอาศัยทั้งทักษะ วินัย และการตัดสินใจอย่างมีสติ ควบคู่กับความรู้ในการบริหารจัดการความเสี่ยง หากผู้ขับขี่เข้าใจสิทธิของตนเอง รู้จักวางแผนรายรับและรายจ่าย รวมถึงเตรียมเงินสำรองสำหรับกรณีฉุกเฉิน ก็จะช่วยให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การอบรมในครั้งนี้ มีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างจากที่อยู่ในเขตประเวศและเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร จำนวน 100 คน เข้าร่วมอบรม ณ สมาคมประกันวินาศภัยไทย โดยได้รับความรู้ด้านการขับขี่ปลอดภัย สิทธิและความคุ้มครองจากระบบประกันภัย ตลอดจนการบริหารรายได้และวางแผนทางการเงิน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ สร้างความพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่มั่นคงและยั่งยืน
“สมาคมฯ เชื่อมั่นว่าความรู้จากการอบรมจะไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปถ่ายทอดแก่เพื่อนร่วมอาชีพ เพื่อร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการขับขี่อย่างปลอดภัย และส่งเสริมความมั่นคงในการประกอบอาชีพในระยะยาว” ดร.พงษ์ภาณุ กล่าว
ขณะที่นายเกษม สังข์ภิรมย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด กล่าวว่า จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน (www.thairsc.com) พบว่า ในปี 2568 มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนจำนวน 12,537 ราย โดยเป็นกลุ่มวัยทำงานอายุ 25–60 ปี คิดเป็นร้อยละ 58.86 และผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้รถจักรยานยนต์ สูงถึงร้อยละ 83.17 สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้รถจักรยานยนต์ยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมทั้งด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน และความรู้เกี่ยวกับสิทธิความคุ้มครองตามกฎหมาย
บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งเป็นผู้ใช้รถในชีวิตประจำวันและมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง ผ่านการจัดโครงการอบรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้รับทั้งความรู้ด้านการขับขี่อย่างปลอดภัย และความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์จากประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.)
สำหรับการอบรมในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการจัดอบรม รุ่นที่ 2 ถือเป็นการสานต่อความร่วมมือในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมตระหนักถึงความสำคัญของการจัดทำประกันภัย พ.ร.บ. และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานและการใช้รถใช้ถนนได้อย่างปลอดภัย รวมทั้งเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้สู่เพื่อนร่วมอาชีพและประชาชนในวงกว้าง
ทั้งนี้ จากข้อมูลของบริษัทกลางฯ ยังพบว่ามีผู้ประสบภัยจากรถจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้รับการคุ้มครองหรือการเยียวยาตามกฎหมาย เนื่องจากรถที่เกิดอุบัติเหตุไม่มีการจัดทำประกันภัย พ.ร.บ. ส่งผลให้ผู้ประสบภัยต้องรับภาระค่ารักษาพยาบาลด้วยตนเอง และต้องดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายจากเจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุเอง ซึ่งอาจใช้เวลานานและสร้างภาระเพิ่มเติม
การจัดทำประกันภัย พ.ร.บ. จึงไม่เพียงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่เจ้าของรถทุกคนต้องดำเนินการเป็นประจำทุกปี แต่ยังเป็นหลักประกันสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประสบภัยได้รับการคุ้มครองและเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดอุบัติเหตุ อีกทั้งยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ใช้รถทุกคนในการร่วมสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน









