
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย นำโดย นายคะจิวาระ โทรุ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเศรษฐกิจ) และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ พร้อมด้วยผู้แทนจากบริษัทประกันภัยญี่ปุ่นที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย ได้แก่ บริษัท ไอโออิ กรุงเทพ ประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท มิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด (ประเทศไทย) บริษัท ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เข้าพบนายชูฉัตร ประมูลผลเลขาธิการ คปภ. เพื่อหารือแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมประกันภัยไทย ณ สำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร
ในการนี้ เลขาธิการ คปภ.ได้มอบนโยบายสำคัญ โดยเน้นย้ำการพัฒนาอุตสาหกรรมประกันภัยไทยให้มีความมั่นคง โปร่งใส และสามารถรองรับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน ผ่านแนวทางการกำกับดูแลเชิงความเสี่ยง (Risk-Based Supervision) และ การยกระดับธรรมาภิบาลของบริษัทประกันภัย เพื่อให้สามารถคุ้มครองผู้เอาประกันภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม โดย สำนักงาน คปภ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกลไกตลาดให้สะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริง อาทิ การส่งเสริมรูปแบบการประกันภัยรถยนต์แบบระบุชื่อผู้ขับขี่ และการพัฒนาโครงสร้างส่วนลดประวัติดี (No-Claim Bonus) เพื่อจูงใจให้เกิดพฤติกรรมการขับขี่ ที่ปลอดภัย รวมถึงการนำระบบ Co-payment มาใช้ในประกันสุขภาพ เพื่อช่วยบริหารจัดการต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาฐานข้อมูลสุขภาพระดับประเทศเพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายในระยะยาว
ในด้านการกำกับดูแลสำนักงาน คปภ. อยู่ระหว่างการพัฒนาเครื่องมือกำกับดูแลสมัยใหม่ อาทิ การบูรณาการข้อมูลจาก Enterprise Risk Management (ERM) และ Own Risk and Solvency Assessment (ORSA) รวมถึงการพัฒนา Risk Heatmap เพื่อยกระดับการกำกับดูแลเชิงคาดการณ์ และพิจารณานำแนวคิดการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยงและคุณภาพธรรมาภิบาล (Risk-Based Grading Framework) มาใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย
นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ยังได้ชี้แจงทิศทางการปรับปรุงกฎเกณฑ์สำคัญ อาทิ การกำหนดให้การชำระเบี้ยประกันภัยต้องดำเนินการโดยตรงระหว่างผู้เอาประกันภัยกับบริษัทประกันภัย เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดความเสี่ยงจากการดำเนินการของตัวกลาง ซึ่งมีกำหนดมีผลบังคับใช้ในปี 2570 รวมถึงการพิจารณาปรับปรุงกระบวนการ Product Governance ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยยังคงรักษามาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภค สำหรับประเด็นความเสี่ยงจากภัยพิบัติ สำนักงาน คปภ. อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบประกันภัย อาทิ การพัฒนากลไกกองทุนภัยพิบัติแห่งชาติ หรือรูปแบบการกระจายความเสี่ยงในระดับอุตสาหกรรม เพื่อรองรับความสูญเสียจากเหตุการณ์ขนาดใหญ่และเสริมสร้างเสถียรภาพของระบบในระยะยาว








