
บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) เปิดผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 มีรายได้จากการขาย 8,109.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.54% กำไรสุทธิ 511.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.68% จากงวดเดียวกันของปีก่อน รับแรงหนุนจากยอดขายในประเทศที่เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 10.33% จาก 8.92%จากงวดเดียวกันของปีก่อน สะท้อนภาพความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้น ส่วนผลการดำเนินงาน 9เดือนแรกมีรายได้จากการขายรวม 22,460.58 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,202.41 ล้านบาท ฟากซีอีโอ “ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์” ระบุโค้งสุดท้ายของปีนี้ แนวโน้มดีต่อเนื่อง มั่นใจรายได้เติบโตเข้าเป้าที่ระดับ 30,000 ล้านบาท

นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) (NER) ผู้นำการดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง ยางผสม และสินค้าปลายน้ำแผ่นยางพาราปูพื้นคุณภาพสูง เพื่อจำหน่ายไปยังผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์และกลุ่มผู้ค้าคนกลางทั้งในประเทศและต่างประเทศ เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในไตรมาส 3/2569 (สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569) มีรายได้จากการขายรวม 8,109.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น20.54% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 511.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.68% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายในประเทศ 6,476.57ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 79.87% ของยอดขายรวม
ขณะที่มีกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 673.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น49.82% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 837.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.55% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 10.33% เพิ่มขึ้นจาก 8.92% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

“ภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2569 ที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น56.68% และอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้น เป็นปัจจัยสนับสนุนภาพการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ โดย NER ยังคงมุ่งเน้นการบริหารจัดการธุรกิจและต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง“นายชูวิทย์ กล่าว

ทั้งนี้ ภาพรวมผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทฯมีรายได้จากการขายรวม 22,460.58 ล้านบาท และกำไรสุทธิ1,202.41 ล้านบาท โดยปัจจัยที่มีผลต่อกำไรในงวดดังกล่าวมาจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบยางธรรมชาติ ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของภาวะภัยแล้ง และปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลต่อต้นทุนวัตถุดิบของบริษัทฯ
สำหรับการดำเนินธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี2569 การที่ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้น จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ รวมถึงความต้องการใช้ยางธรรมชาติจากผู้ผลิตยางล้อรายใหญ่ในจีน อินเดีย และอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังเติบโตต่อเนื่อง บริษัทฯจึงเดินหน้าบริหารต้นทุนวัตถุดิบ และสต๊อกสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือความผันผวนของตลาด และมั่นใจว่ารายได้ในปี 2569 จะทะยานแตะระดับ 30,000 ล้านบาทได้ตามเป้าหมายที่วางไว้












