ชลิต อินดัสทรี เดินหน้าวางแผนลงทุน 3–5 ปี ยกระดับ “POP” อะไหล่ยานยนต์ไทยสู่มาตรฐานสากล
บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์ภายใต้แบรนด์ “POP” ประกาศแผนลงทุนระยะยาว 3–5 ปี มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการผลิตอย่างเป็นระบบ ทั้งเครื่องจักร นวัตกรรมเทคโนโลยีการผลิต คลังสินค้า และการพัฒนาบุคลากร เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตและเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอะไหล่ยานยนต์ไทย รองรับการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดอะไหล่ทดแทนทั้งในประเทศและต่างประเทศ นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัดเปิดเผยว่า บริษัทฯ พร้อมเดินหน้าลุยขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับอุตสาหกรรมอะไหล่ยานยนต์ที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งด้านเทคโนโลยี มาตรฐานคุณภาพ และพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งบริษัทฯมองว่า คือจังหวะสำคัญที่ผู้ผลิตไทยต้อง ยกระดับตัวเอง ไม่ใช่เพียงแข่งขันด้านราคา แต่แข่งขันด้วยคุณภาพ มาตรฐาน และระบบบริหารจัดการระดับสากล โดยบริษัทฯวางแผนลงทุนในระยะยาว 3–5 ปี เน้นโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว ไม่ใช่แค่การพัฒนา หรือขยายกำลังผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการลงทุนเชิงระบบ ทั้งเครื่องจักรเทคโนโลยี คลังสินค้า และบุคลากร เพื่อยกระดับศักยภาพของแบรนด์“POP” ให้สามารถแข่งขันในตลาดอะไหล่ยานยนต์ที่มีการแข่งขันสูงขึ้นได้อย่างยั่งยืน ทั้งในกลุ่มตลาดอะไหล่ทดแทน (Aftermarket) และตลาดผู้ผลิตรถยนต์ (OEM) โดยบริษัทฯได้วางแนวทางการพัฒนาและขยายการลงทุน ไว้ดังนี้ 1) ด้านเครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิต : บริษัทฯ ได้เพิ่มเครื่องจักรที่มีความแม่นยำสูง ควบคุมด้วยระบบดิจิทัลมากขึ้น ลดความคลาดเคลื่อนจากแรงงาน manual และเพิ่ม repeatability ในการผลิต 2) ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิต: บริษัทฯได้นำระบบ data monitoring และ process control เข้ามาช่วยวิเคราะห์คุณภาพแบบreal-time ทำให้ควบคุมคุณภาพได้ตั้งแต่ต้นทาง ลดของเสีย และควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น วางแผนขยายคลังกระจายสินค้า : บริษัทฯมีแผนงานจะขยายการลงทุนใน automated warehouse system เพื่อยกระดับคลังกระจายสินค้าให้มีความแม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น รองรับปริมาณSKU ที่เพิ่มขึ้น และรองรับการขยายตลาดในอนาคต การพัฒนาบุคลากร : บริษัทฯ เชื่อว่าเทคโนโลยีต้องเดินคู่กับคนเทคโนโลยีจะไม่มีความหมายเลยหากคนไม่พัฒนา เราเน้น upskill ทั้งด้านวิศวกรรม กระบวนการผลิต และระบบคุณภาพ ให้แรงงานไทยสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีขั้นสูงได้ ลงทุนใน training, internal knowledge transfer และการสร้างทีมวิศวกรรุ่นใหม่เพื่อให้แรงงานไทยสามารถทำงานในระบบการผลิตสมัยใหม่ได้จริง “แนวโน้มตลาดอะไหล่ยานยนต์ยังมีศักยภาพในการเติบโต โดยเฉพาะตลาดอะไหล่ทดแทน (aftermarket) แม้การแข่งขันจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ผู้บริโภคและคู่ค้าให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และความน่าเชื่อถือของแบรนด์มากขึ้น ลูกค้าไม่ได้มองแค่ราคาอีกต่อไป นี่คือเหตุผลที่บริษัทฯ เลือกลงทุนเชิงระบบ ไม่ใช่แข่งขันด้วยราคาที่ต่ำเพียงอย่างเดียว เป้าหมายของเราชัดเจน คือ ยกระดับ POP ให้เป็นแบรนด์อะไหล่ไทยที่มีมาตรฐานสากล และสร้างความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและตลาดส่งออก เราต้องการพิสูจน์ว่า SME ไทยสามารถผลิตอะไหล่มาตรฐานสากลได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลกเสมอไป การลงทุนครั้งนี้คือการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมของเราเอง” นายชวิศ กล่าวและเสริมว่า ทั้งนี้ จุดแข็งของแบรนด์ POP อะไหล่ยานยนต์มาตรฐานสากล ได้แก่ • ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านชิ้นส่วนยางช่วงล่าง • ...
