
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) จัดงานสัมมนาบรรยายหัวข้อ “จากฝุ่นสู่ความเสี่ยง : บทบาทประกันภัยในยุค PM2.5” ในรูปแบบไฮบริด โดยมี นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เป็นประธานเปิดงาน ณ อาคารสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง สำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร พร้อมถ่ายทอดผ่านระบบออนไลน์ โดยมีผู้แทนสมาคมประกันชีวิตไทย ผู้แทนสมาคมประกันวินาศภัยไทย ผู้บริหารบริษัทประกันชีวิต ผู้บริหารบริษัทประกันวินาศภัย และสื่อมวลชน เข้าร่วมรับฟังอย่างกว้างขวาง
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่า ปัจจุบัน PM2.5 ได้กลายเป็นความเสี่ยงใหม่ ที่แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชน ท่ามกลางบริบทโลกที่ผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและวิกฤติพลังงานส่งผลให้สถานการณ์ฝุ่นทวีความรุนแรงและยืดเยื้อยิ่งขึ้น โดย PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่กำลังสะท้อนความเสี่ยงเชิงระบบ ที่เชื่อมโยงทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนทั้งประเทศ ที่ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญค่า PM2.5 มากกว่า 400 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สูงกว่าค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกหลายสิบเท่า ถ้าเทียบเป็นค่า AQI ที่เราคุ้นเคยกันก็อาจทะลุค่า 500 ซึ่งเป็นระดับที่องค์การอนามัยโลกระบุว่า“อันตรายมาก” และนักวิชาการทางสิ่งแวดล้อมถึงกับเรียกว่าเป็น “หายนะทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Disaster)” เพราะเป็นระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรงต่อทุกคน ไม่ใช่แค่กลุ่มเสี่ยงเท่านั้น ในบริบทดังกล่าว ภาคธุรกิจประกันภัยจำเป็นต้องปรับบทบาทจาก “ผู้จ่ายค่าสินไหม” ไปสู่ “กลไกบริหารความเสี่ยงของสังคม” โดยอาศัยการใช้ข้อมูลเพื่อประเมินและคาดการณ์ความเสี่ยง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ตลอดจนการส่งเสริมแนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Prevention & Wellness) ควบคู่กับการผลักดันแนวคิด ESG ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น การแก้ไขปัญหา PM2.5 ไม่สามารถดำเนินการได้โดยหน่วยงานใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันออกแบบแนวทางบริหารความเสี่ยงอย่างยั่งยืน
การจัดงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช รองศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บรรยายในหัวข้อ “ผลกระทบ PM2.5 ต่อสภาวะเศรษฐกิจของไทย” โดยชี้ให้เห็นว่า PM2.5 มิใช่เพียง “ค่าฝุ่น” หากแต่เป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” ที่เชื่อมโยงทั้งมิติทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และธุรกิจประกันภัยอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ข้อมูลจาก World Bank (2020) ประเมินว่าประเทศไทยมีต้นทุนความเสียหายด้านสุขภาพจาก PM2.5 สูงถึง 45,334 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 3.89 ของ GDP จัดอยู่ในอันดับที่ 20 จาก 180 ประเทศ สะท้อนภาระต้นทุนแฝงที่กดทับศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างชัดเจน โดยแหล่งกำเนิดของ PM2.5 ครอบคลุมทั้งภาคคมนาคม อุตสาหกรรม เกษตรกรรม ไฟป่า พื้นที่เมือง และมลพิษข้ามแดน โดยต้นทุนทางสังคมมิได้จำกัดอยู่เพียงด้านสุขภาพ หากยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อครัวเรือน ภาคธุรกิจ และความสามารถในการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ อาทิ การลดลงของศักยภาพการท่องเที่ยว คุณภาพทุนมนุษย์ที่ถดถอย ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่อ่อนตัวลง
ทั้งนี้ ภาคธุรกิจประกันภัยจำเป็นต้องยกระดับบทบาทจาก “ผู้รับความเสี่ยง” สู่ “ผู้บริหารและลดความเสี่ยง” โดยเน้นการใช้ข้อมูลเชิงลึกและการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ พร้อมระบุว่า “ฝุ่นวันนี้ อาจกลายเป็นค่าสินไหมในวันหน้า และค่าสินไหมเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของต้นทุนฝุ่น” ซึ่งสะท้อนภาระที่อาจเพิ่มขึ้นในประกันสุขภาพและประกันชีวิต ขณะที่การปรับขึ้นเบี้ยประกันภัยเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบระยะยาวในมิติข้อเสนอเชิงนโยบาย ได้เสนอให้ภาคธุรกิจประกันภัยเร่งดำเนินการ 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนการผลักดันร่างกฎหมายอากาศสะอาดกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณา การจัดทำฐานข้อมูลค่าสินไหมที่เกี่ยวข้องกับ PM2.5 ในลักษณะไม่ระบุตัวบุคคล การพัฒนาแผนที่ความเสี่ยงด้านสุขภาพและค่าสินไหม การจัดมาตรการเชิงป้องกัน อาทิ ระบบแจ้งเตือนในช่วงค่าฝุ่นสูง และการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจให้ประชาชนดูแลสุขภาพเชิงรุก ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการผลักดัน พระราชบัญญัติอากาศสะอาด ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการคุณภาพอากาศของประเทศในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังเปิดเวทีเสวนา ภายใต้หัวข้อ “จากฝุ่นสู่ความเสี่ยง : บทบาทประกันภัยในยุค PM2.5” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมประกันภัย โดยมีนายมนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล ผู้ประกาศข่าวและผู้ดำเนินรายการ ด้านเศรษฐกิจ ทำหน้าที่ดำเนินรายการ เชื่อมโยงประเด็นสำคัญได้อย่างกระชับและรอบด้าน และมีผู้เข้าร่วมเสวนา เสวนาครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนกรุงเทพมหานคร ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง โดยระบุว่า ปัญหา PM2.5 ได้ยกระดับเป็น “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเมือง” ที่ทวีความรุนแรงในพื้นที่เศรษฐกิจและแนวคมนาคมหลัก ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง และบั่นทอนทั้งคุณภาพชีวิตและศักยภาพทางเศรษฐกิจของเมืองในภาพรวม ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร ได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “นักสืบฝุ่น” เพื่อควบคุมและจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนา “Pocket Park หรือสวน 15 นาที” เพื่อเพิ่มพื้นที่ สีเขียวในเมือง ช่วยลดความเข้มข้นของมลพิษ และยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ในมิติของการบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ เห็นว่า “ธุรกิจประกันภัยมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกหลักของการบริหารความเสี่ยงของเมือง โดยสามารถนำข้อมูลประกันภัยมาวิเคราะห์เพื่อสะท้อนระดับความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการกำหนดนโยบายสาธารณสุขเชิงรุก และทำให้การจัดการปัญหา PM2.5 มีความแม่นยำ ตรงจุด และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น” ทั้งนี้ ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยควรเร่งยกระดับการสื่อสารข้อมูลสถานการณ์ฝุ่นในแต่ละวันผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่าย ชัดเจน และทันเวลา เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวและสามารถปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยง ด้านสุขภาพได้อย่างเหมาะสม
ด้านนายอนุกูล เย็นใจ กรรมการ สมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ในอดีตอุตสาหกรรมประกันภัยมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการชดเชยความเสียหายภายหลังเหตุการณ์เป็นหลัก สะท้อนบทบาทการบริหารความเสี่ยงในเชิง “ปลายเหตุ” ขณะที่ความเสี่ยงจาก PM2.5 กำลังทวีความซับซ้อนและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมากขึ้น ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ประกันภัยในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในการรองรับความเสี่ยงเฉพาะด้าน PM2.5 ทำให้เกิด “ช่องว่างความคุ้มครอง” ที่ต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะรูปแบบที่เชื่อมโยงข้อมูลสิ่งแวดล้อมและข้อมูลเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้อุตสาหกรรมจำเป็นต้องปรับบทบาทจาก “ผู้รับความเสี่ยง” ไปสู่ “ผู้บริหารและลดความเสี่ยง” อย่างจริงจัง ในระยะต่อไป เห็นควรเร่งยกระดับโครงสร้างข้อมูลคุณภาพอากาศให้สามารถตรวจวัดได้แบบเรียลไทม์ ควบคู่กับการกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน และการจัดตั้งกลไกกลางเพื่อเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูล สนับสนุนการพิจารณาค่าสินไหมได้อย่างทันท่วงที พร้อมพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อเสริมการบริหารความเสี่ยงเชิงป้องกัน ขณะเดียวกัน ภาคประกันภัยอยู่ระหว่างการนำเทคโนโลยี เช่น Big Data และ AI มาประยุกต์ใช้ในการประเมินความเสี่ยงแบบเรียลไทม์ และออกแบบผลิตภัณฑ์ที่อิงดัชนีคุณภาพอากาศ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการกำหนด เบี้ยประกันภัยและลดความคลาดเคลื่อนของความเสี่ยง นอกจากนี้ ยังเสนอให้ใช้กลไกประกันภัยเป็นแรงขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจปรับตัวลดการปล่อยมลพิษ ผ่านมาตรการจูงใจ อาทิ การสนับสนุนด้านภาษี หรือการส่งเสริมการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในภาคการผลิต ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้ในสังคมว่า PM2.5 ไม่ใช่ความเสี่ยงที่ต้อง “อยู่ร่วมอย่างเคยชิน” หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันรับผิดชอบและจัดการอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
ด้าน ร.อ. นพ. วุฒิวงศ์ สมบุญเรืองศรี ประธานคณะแพทย์ที่ปรึกษา สมาคมประกันชีวิตไทย เผยว่า การบริหาร ความเสี่ยงด้านสุขภาพในบริบท PM2.5 จำเป็นต้องเริ่มจากการมี “ข้อมูลที่มองเห็นความเสี่ยงได้ชัดเจน” โดยเฉพาะการจำแนกกลุ่มเสี่ยงและติดตามแนวโน้มโรคเรื้อรังในระยะยาว อาทิ มะเร็งปอด ซึ่งยังไม่สะท้อนในระยะสั้น หากสามารถพัฒนาฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยยกระดับการวิเคราะห์ความเสี่ยง ลดความไม่แน่นอน และลดแรงกดดันต่อการปรับเพิ่มเบี้ยประกันภัยในอนาค ทั้งนี้ PM2.5 ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เชื่อมโยงกับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็ง ซึ่งล้วนเป็นโรคที่มีภาระค่าใช้จ่ายสูง โดยข้อมูลในช่วง 3–5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างช่วงค่าฝุ่นสูงกับการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล แสดงให้เห็นถึงผลกระทบเชิงระบบที่ขยายตัวทั้งในมิติสุขภาพและเศรษฐกิจ ในมุมของอุตสาหกรรมประกันชีวิต จึงเริ่มนำข้อมูลสิ่งแวดล้อม เช่น ระดับ PM2.5 และประวัติการสัมผัสความเสี่ยง มาบูรณาการร่วมกับข้อมูลสุขภาพรายบุคคล เพื่อเพิ่มความแม่นยำในกระบวนการพิจารณารับประกันภัย (Underwriting) ขณะเดียวกัน มีแนวโน้มปรับบทบาทสู่การเป็น “Health Partner” โดยมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพเชิงป้องกัน (Wellness) ควบคู่ความคุ้มครอง เพื่อดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิต พร้อมกันนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความตระหนักรู้และการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมใน 3 มิติ ได้แก่ การมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ สุขภาพแข็งแรงยาวนาน และการวางแผนทางการเงินด้านสุขภาพอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืนในอนาคต











