5 CEO เปิดวิสัยทัศน์ “Sustainability is Business” เปลี่ยนความท้าทายโลกสู่โอกาสธุรกิจไทย
From Shock to Shift จากวิกฤตโลกสู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน โดยสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) เครือข่ายด้านความยั่งยืนของภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปีนี้รวมผู้นำภาคธุรกิจ การเงิน และอุตสาหกรรม ตอกย้ำบทบาทของภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนและมีความยืดหยุ่น ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยี AI กฎระเบียบทางการค้า และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดย 5 ผู้นำองค์กรชั้นนำสะท้อนมุมมองร่วมกันว่า “ความยั่งยืน” ในวันนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็น “กลยุทธ์ทางธุรกิจ” ที่ต้องนำไปสู่การลงมือทำ การลงทุนที่วัดผลได้ และความร่วมมือที่ครอบคลุมตลอดทั้งระบบนิเวศ
นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ชี้ว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงโลกด้วยความเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเปรียบ AI เป็น “รถซูเปอร์คาร์” ที่มีศักยภาพมหาศาล แต่จำเป็นต้องมี “กฎจราจร” เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ องค์กรและหน่วยงานภาครัฐจึงควรนำ AI มาใช้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การให้ความสำคัญกับ Data Privacy และการนำ AI ไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI) ที่ทรู ยังมีการจัดตั้ง AI Center of Excellence ไปจนถึงการพัฒนาทักษะบุคลากรและการจัดตั้ง AI Council เพื่อกำกับดูแลการนำ AI มาใช้โดยเสนอแนวทาง “Learn – Test – Scale” เริ่มจากการเรียนรู้ เตรียมความพร้อม เปิดสนามทดลอง ก่อนขยายผลเมื่อมั่นใจว่าระบบมีความปลอดภัยและเหมาะสมกับการใช้งาน พร้อมย้ำว่า AI ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เกี่ยวข้องกับ “คนและกระบวนการทำงาน” โดยตรง
ด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า CPF มุ่งสร้างความยืดหยุ่นร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านแนวคิด “Share Resilience” โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งร่วมกับคู่ค้าและ SME กว่า 5,000 ราย ทั้งการสนับสนุนด้านสภาพคล่องและการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการ SME Excellence นอกจากนี้ CPF ยังเดินหน้าสร้างมาตรฐานอาหารไทยสู่ระดับโลกผ่านแคมเปญ “ไก่ไทยจะไปอวกาศ” ซึ่งสะท้อนการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารผ่านกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด พร้อมเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่สามารถเติบโตไปด้วยกันได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
ในขณะที่ นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า BJC ได้ยกระดับความยั่งยืนจากภารกิจเสริมให้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจหลักโดยตั้งเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ผ่านกรอบ B-J-C ได้แก่ Better Living ที่มุ่งใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ, Joint Success ที่สร้างการเติบโตร่วมกับพันธมิตร เช่น การยกระดับร้านโชห่วยกว่า 33,000 แห่ง และ Caring for Community ที่มุ่งดูแลสุขภาวะของทั้งพนักงานและชุมชนBJC มองว่าความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุนของธุรกิจ แต่เป็นการลงทุนที่สามารถสร้างทั้งผลตอบแทนและคุณค่าร่วม ให้กับทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ
ในมิติของเงินทุน นายริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทยต้องอาศัยมากกว่าความมุ่งมั่น แต่ขึ้นอยู่กับว่าภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ให้บริการโซลูชัน จะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด เพื่อเปลี่ยนความตั้งใจให้เป็นโครงการที่ชัดเจนและสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริงสำหรับหลายธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ความท้าทายสำคัญคือการรู้ว่าจะเริ่มต้นจากจุดใด แนวทางที่ทำได้จริงคือการเริ่มจากโครงการที่กำหนดขอบเขตชัดเจน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนที่วัดผลได้
สำหรับยูโอบี บทบาทของเราคือการช่วยเชื่อมโยงธุรกิจกับเงินทุน องค์ความรู้ และพันธมิตรที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถเปลี่ยนจากความตั้งใจไปสู่การลงมือทำ และทำให้ก้าวแรกของการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น
ด้าน นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี นำเสนอ “Saraburi Sandbox: Inclusive Green Transition Model” หรือ สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน หรือPublic–Private–People Partnership (PPPP) เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดสระบุรีสู่การเป็นต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของประเทศไทย โครงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง (Deep Tech) มาใช้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ พร้อมขยายผลสู่การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ การจัดการขยะเพื่อสร้างมูลค่า การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ตลอดจนการทดสอบแนวทางด้านกฎระเบียบผ่าน (Regulatory Sandbox) เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงและการใช้พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม
สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนสามารถเกิดขึ้นได้จริง เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันเพื่อขับเคลื่อน 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Technology) การปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ (Regulation) การสร้างความร่วมมือตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และการสนับสนุนเงินทุนเพื่อรองรับการลงทุน (Capital Investment) ซึ่งช่วยสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่าน และเป็นโมเดลที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้และขยายผลสู่อุตสาหกรรมและพื้นที่อื่น ๆ ได้ต่อไป ปิดท้ายด้วยมุมมองจาก นางต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่กล่าวว่า ความยั่งยืนที่แท้จริงในมุมมองของไทยเบฟ คือ ความสามารถในการปรับตัวและตอบรับต่อความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์ให้สังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ “Doing Good and Doing Well”
ไทยเบฟ นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ผ่านวินัยทางการเงิน การวางแผนกลยุทธ์ และการบริหารความเสี่ยง โดยมุ่งกระจายความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอจากธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปสู่ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และธุรกิจอาหาร เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้ครอบคลุมมากขึ้น พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันตลอดห่วงโซ่อุปทานผ่านการใช้พลังงานสะอาด การบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน และการบริหารจัดการน้ำร่วมกับชุมชน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ขณะเดียวกัน ไทยเบฟ ยังมุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศทางธุรกิจและคู่ค้าด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและมาตรฐานสากล เพื่อให้องค์กร คู่ค้า ชุมชน และสังคมสามารถเติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในอนาคต
มุมมองจากผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรชั้นนำ ซึ่งเป็นสมาชิกของ GCNT ใน GCNT Expo 2026 สะท้อนภาพเดียวกันว่า “Sustainability is Business” ไม่ได้หมายถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมถึงความสามารถในการแข่งขัน การเข้าถึงเงินทุน การใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ การสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่คุณค่า และการสร้างความร่วมมือในระดับระบบนิเวศจาก AI และการเงินเพื่อความยั่งยืน ไปจนถึงการยกระดับ SME การพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ และการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับธุรกิจและชุมชน ทุกแนวทางล้วนมุ่งเปลี่ยนความท้าทายของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงให้เป็นโอกาสในการสร้าง เศรษฐกิจไทยที่แข่งขันได้ แข็งแกร่ง และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
GCNT Expo 2026
From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World
จากวิกฤตโลก สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน
2–4 กันยายน 2569 | True Digital Park กรุงเทพฯ
ลงทะเบียนและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ expo.globalcompact-th.com

From Shock to Shift จากวิกฤตโลกสู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน โดยสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) เครือข่ายด้านความยั่งยืนของภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปีนี้รวมผู้นำภาคธุรกิจ การเงิน และอุตสาหกรรม ตอกย้ำบทบาทของภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนและมีความยืดหยุ่น ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยี AI กฎระเบียบทางการค้า และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดย 5 ผู้นำองค์กรชั้นนำสะท้อนมุมมองร่วมกันว่า “ความยั่งยืน” ในวันนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็น “กลยุทธ์ทางธุรกิจ” ที่ต้องนำไปสู่การลงมือทำ การลงทุนที่วัดผลได้ และความร่วมมือที่ครอบคลุมตลอดทั้งระบบนิเวศ
นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ชี้ว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงโลกด้วยความเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเปรียบ AI เป็น “รถซูเปอร์คาร์” ที่มีศักยภาพมหาศาล แต่จำเป็นต้องมี “กฎจราจร” เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ องค์กรและหน่วยงานภาครัฐจึงควรนำ AI มาใช้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การให้ความสำคัญกับ Data Privacy และการนำ AI ไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI) ที่ทรู ยังมีการจัดตั้ง AI Center of Excellence ไปจนถึงการพัฒนาทักษะบุคลากรและการจัดตั้ง AI Council เพื่อกำกับดูแลการนำ AI มาใช้โดยเสนอแนวทาง “Learn – Test – Scale” เริ่มจากการเรียนรู้ เตรียมความพร้อม เปิดสนามทดลอง ก่อนขยายผลเมื่อมั่นใจว่าระบบมีความปลอดภัยและเหมาะสมกับการใช้งาน พร้อมย้ำว่า AI ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เกี่ยวข้องกับ “คนและกระบวนการทำงาน” โดยตรง

ด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า CPF มุ่งสร้างความยืดหยุ่นร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านแนวคิด “Share Resilience” โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งร่วมกับคู่ค้าและ SME กว่า 5,000 ราย ทั้งการสนับสนุนด้านสภาพคล่องและการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการ SME Excellence นอกจากนี้ CPF ยังเดินหน้าสร้างมาตรฐานอาหารไทยสู่ระดับโลกผ่านแคมเปญ “ไก่ไทยจะไปอวกาศ” ซึ่งสะท้อนการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารผ่านกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด พร้อมเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่สามารถเติบโตไปด้วยกันได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

ในขณะที่ นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า BJC ได้ยกระดับความยั่งยืนจากภารกิจเสริมให้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจหลักโดยตั้งเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ผ่านกรอบ B-J-C ได้แก่ Better Living ที่มุ่งใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ, Joint Success ที่สร้างการเติบโตร่วมกับพันธมิตร เช่น การยกระดับร้านโชห่วยกว่า 33,000 แห่ง และ Caring for Community ที่มุ่งดูแลสุขภาวะของทั้งพนักงานและชุมชนBJC มองว่าความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุนของธุรกิจ แต่เป็นการลงทุนที่สามารถสร้างทั้งผลตอบแทนและคุณค่าร่วม ให้กับทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ

ในมิติของเงินทุน นายริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทยต้องอาศัยมากกว่าความมุ่งมั่น แต่ขึ้นอยู่กับว่าภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ให้บริการโซลูชัน จะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด เพื่อเปลี่ยนความตั้งใจให้เป็นโครงการที่ชัดเจนและสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริงสำหรับหลายธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ความท้าทายสำคัญคือการรู้ว่าจะเริ่มต้นจากจุดใด แนวทางที่ทำได้จริงคือการเริ่มจากโครงการที่กำหนดขอบเขตชัดเจน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนที่วัดผลได้
สำหรับยูโอบี บทบาทของเราคือการช่วยเชื่อมโยงธุรกิจกับเงินทุน องค์ความรู้ และพันธมิตรที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถเปลี่ยนจากความตั้งใจไปสู่การลงมือทำ และทำให้ก้าวแรกของการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น

ด้าน นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี นำเสนอ “Saraburi Sandbox: Inclusive Green Transition Model” หรือ สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน หรือPublic–Private–People Partnership (PPPP) เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดสระบุรีสู่การเป็นต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของประเทศไทย โครงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง (Deep Tech) มาใช้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ พร้อมขยายผลสู่การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ การจัดการขยะเพื่อสร้างมูลค่า การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ตลอดจนการทดสอบแนวทางด้านกฎระเบียบผ่าน (Regulatory Sandbox) เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงและการใช้พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม
สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนสามารถเกิดขึ้นได้จริง เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันเพื่อขับเคลื่อน 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Technology) การปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ (Regulation) การสร้างความร่วมมือตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และการสนับสนุนเงินทุนเพื่อรองรับการลงทุน (Capital Investment) ซึ่งช่วยสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่าน และเป็นโมเดลที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้และขยายผลสู่อุตสาหกรรมและพื้นที่อื่น ๆ ได้ต่อไป ปิดท้ายด้วยมุมมองจาก

นางต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่กล่าวว่า ความยั่งยืนที่แท้จริงในมุมมองของไทยเบฟ คือ ความสามารถในการปรับตัวและตอบรับต่อความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์ให้สังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ “Doing Good and Doing Well”
ไทยเบฟ นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ผ่านวินัยทางการเงิน การวางแผนกลยุทธ์ และการบริหารความเสี่ยง โดยมุ่งกระจายความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอจากธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปสู่ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และธุรกิจอาหาร เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้ครอบคลุมมากขึ้น พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันตลอดห่วงโซ่อุปทานผ่านการใช้พลังงานสะอาด การบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน และการบริหารจัดการน้ำร่วมกับชุมชน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ขณะเดียวกัน ไทยเบฟ ยังมุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศทางธุรกิจและคู่ค้าด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและมาตรฐานสากล เพื่อให้องค์กร คู่ค้า ชุมชน และสังคมสามารถเติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในอนาคต
มุมมองจากผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรชั้นนำ ซึ่งเป็นสมาชิกของ GCNT ใน GCNT Expo 2026 สะท้อนภาพเดียวกันว่า “Sustainability is Business” ไม่ได้หมายถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมถึงความสามารถในการแข่งขัน การเข้าถึงเงินทุน การใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ การสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่คุณค่า และการสร้างความร่วมมือในระดับระบบนิเวศจาก AI และการเงินเพื่อความยั่งยืน ไปจนถึงการยกระดับ SME การพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ และการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับธุรกิจและชุมชน ทุกแนวทางล้วนมุ่งเปลี่ยนความท้าทายของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงให้เป็นโอกาสในการสร้าง เศรษฐกิจไทยที่แข่งขันได้ แข็งแกร่ง และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
GCNT Expo 2026
From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World
จากวิกฤตโลก สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน
2–4 กันยายน 2569 | True Digital Park กรุงเทพฯ
ลงทะเบียนและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ expo.globalcompact-th.com










