
สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA ผนึกกำลัง 4 หน่วยงานภาคีด้านการศึกษา ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และมหาวิทยาลัยศิลปากรลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) “โครงการขับเคลื่อนธรรมาภิบาลและการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างมีจริยธรรมในการศึกษาไทย” เพื่อร่วมวางรากฐานระบบนิเวศ AI เพื่อการศึกษาไทย ที่ปลอดภัย มีคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำ หลังผลักดันให้เกิด ‘หลักสูตรการใช้ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีจริยธรรมเพื่อการศึกษา’ สู่โรงเรียนเครือข่ายแล้ว 100 แห่ง พัฒนาครูแกนนำ 100 คน สร้างเครือข่ายครูขยายผลแล้ว 2,400 คน ปลูกฝังความฉลาดรู้ AI Literacy & Ethics แก่นักเรียนแล้วไม่น้อยกว่า 4,800 คน

ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งวางรากฐานระบบนิเวศ AI เพื่อการศึกษาที่ปลอดภัย มีจริยธรรม ครอบคลุม และลดความเหลื่อมล้ำ ผ่านการขับเคลื่อน 3 แกนสำคัญ ได้แก่ ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance) การใช้ AI อย่างมีจริยธรรม (AI Ethics) และความฉลาดรู้ด้าน AI (AI Literacy) เพื่อให้ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนทั่วประเทศ สามารถเลือกใช้และประยุกต์ใช้ AI ได้อย่างรู้เท่าทัน เหมาะสม และมีความรับผิดชอบ

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA กล่าวว่า การนำ AI มาใช้ในภาคการศึกษาไม่ควรมุ่งเพียงให้ครูและนักเรียนสามารถใช้เทคโนโลยีได้เท่านั้น แต่ต้องสร้างความเข้าใจควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการคุ้มครองสิทธิของผู้เรียน โดยETDA จะนำองค์ความรู้ด้าน AI Governance, AI Ethics มาตรฐานแนวทางปฏิบัติ และกฎหมายดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง มาสนับสนุนการพัฒนาเครื่องมือที่ตอบโจทย์บริบทของสถานศึกษาและนำไปใช้ได้จริง

“เป้าหมายสำคัญคือการสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้สถานศึกษานำ AI มาใช้ได้อย่างมั่นใจ รู้ว่าเทคโนโลยีใดเหมาะสม มีความเสี่ยงอย่างไร และควรมีมาตรการดูแลในระดับใด เพื่อให้ AI เป็นเครื่องมือเพิ่มโอกาสทางการศึกษา โดยไม่ทิ้งเรื่องความปลอดภัย จริยธรรม และสิทธิของผู้เรียนไว้ข้างหลัง ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการเชื่อมความเชี่ยวชาญของทุกหน่วยงาน เพื่อเปลี่ยนหลักการด้านธรรมาภิบาล AI ให้กลายเป็นแนวปฏิบัติที่โรงเรียน ครู และผู้เรียนสามารถนำไปใช้ได้จริง” ดร.ชัยชนะ กล่าว
ดร.ภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. กล่าวว่า สถานศึกษากำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงจาก AI อย่างรวดเร็ว ครูและนักเรียนจึงต้องมีทั้งทักษะในการใช้เทคโนโลยีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ตรวจสอบข้อมูล และตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบ โดย สพฐ. จะสนับสนุนการนำหลักสูตร สื่อการเรียนรู้และแนวปฏิบัติที่พัฒนาร่วมกันไปขยายผลสู่สถานศึกษาขั้นพื้นฐานพร้อมพัฒนาเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบและถ่ายทอดบทเรียนจากการใช้งานจริง
“แนวทางที่พัฒนาขึ้นต้องชัดเจน เข้าใจง่าย และไม่เพิ่มภาระให้แก่ครูแต่ต้องช่วยให้ครูสามารถออกแบบการเรียนรู้และดูแลนักเรียนในโลกที่มี AI ได้อย่างเหมาะสม เป้าหมายคือทำให้เด็กไทยไม่เพียงใช้ AI เป็นแต่ต้องรู้เท่าทัน ตั้งคำถาม ตรวจสอบข้อมูล และใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม” ดร.ภูริวรรษ กล่าว
ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวว่า การประกันคุณภาพการศึกษาในยุคดิจิทัลต้องให้ความสำคัญกับความพร้อมของสถานศึกษาในการเลือกใช้และกำกับดูแลเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะผลลัพธ์จากการใช้ AI แต่ต้องครอบคลุมกระบวนการ ความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับครูและผู้เรียนด้วย
“สมศ. จะนำองค์ความรู้และบทเรียนจากการประกันคุณภาพมาสนับสนุนการพัฒนาแนวทางด้าน AI Governance, AI Ethics และ AI Literacy ให้เชื่อมโยงกับการยกระดับคุณภาพสถานศึกษา พร้อมส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือช่วยลดความซ้ำซ้อนและภาระงานโดยยังคงให้ความสำคัญกับดุลยพินิจของมนุษย์ ความโปร่งใส และความเท่าเทียมทางการศึกษา” ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ กล่าว
รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. กล่าวว่า การเตรียมผู้เรียนให้พร้อมสำหรับโลก AI ต้องเริ่มจากการสร้างความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยี ควบคู่กับทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การตรวจสอบความถูกต้อง และการตระหนักถึงผลกระทบจากการใช้งาน โดย สสวท. จะนำความเชี่ยวชาญด้านหลักสูตรวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิทยาการคำนวณ มาสนับสนุนการพัฒนาสื่อและกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละช่วงวัย

“AI ไม่ควรเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้ได้คำตอบเร็วขึ้น แต่ควรเป็นโอกาสในการพัฒนากระบวนการคิดของผู้เรียน หลักสูตรและสื่อการเรียนรู้จึงต้องช่วยให้เด็กเข้าใจทั้งประโยชน์ ข้อจำกัด และความรับผิดชอบของตนเองเมื่อใช้ AI” รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช กล่าว
ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ภก.ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า มหาวิทยาลัยจะสนับสนุนการวิจัย การพัฒนานวัตกรรม และการทดลองใช้แนวทางหรือเครื่องมือด้าน AI ในสภาพแวดล้อมจริง พร้อมเชื่อมโยงนักวิจัย คณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ ครูและสถานศึกษา เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์บริบทการศึกษาไทย
“มหาวิทยาลัยศิลปากรพร้อมเป็นพื้นที่กลางในการพัฒนา AI Playground และ Governance Sandbox เพื่อให้ครู นักเรียน นักวิจัยและผู้พัฒนาได้ทดลองนวัตกรรม เรียนรู้ร่วมกัน และประเมินทั้งประโยชน์และความเสี่ยงก่อนขยายผล เพราะการพัฒนา AI เพื่อการศึกษาต้องตั้งอยู่บนหลักฐานจากการใช้งานจริง และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมออกแบบแนวทางที่เหมาะสม” ศาสตราจารย์ดร.ภก.ธนะเศรษฐ์ กล่าว
ที่ผ่านมา ETDA สพฐ. สสวท. และองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ร่วมวางรากฐานการใช้ AI อย่างมีจริยธรรมในภาคการศึกษาไทย ผ่าน“หลักสูตรการใช้ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีจริยธรรมเพื่อการศึกษา” ประกอบด้วยเนื้อหาAI & Digital Ethics จำนวน 9 โมดูล รวม 20 ชั่วโมง ครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐานการทำงานของ AI การรู้เท่าทันข้อมูลและผลลัพธ์ที่ระบบสร้างขึ้น ไปจนถึงความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย อคติ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการใช้ AI เพื่อการเรียนรู้ โดยปี 2569 ได้นำร่องหลักสูตรฯ แก่โรงเรียนเครือข่ายแล้ว 100 แห่ง พัฒนาครูแกนนำ 100 คน และสร้างเครือข่ายครูเพื่อขยายผลรวมกว่า 2,400 คน สามารถนำองค์ความรู้ AI Literacy & Ethics ส่งต่อแก่นักเรียนแล้วไม่น้อยกว่า4,800 คนพร้อมยังได้พัฒนา “กรอบธรรมาภิบาลและมาตรฐานจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์สำหรับการศึกษาไทย” หรือ AI Governance and Ethics Framework for Thai Education และจัดทำคู่มือ 3 เล่มสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และผู้ปกครอง ครอบคลุมแนวทางสำคัญ 7 ด้าน ภายใต้หลัก “รู้–ประเมิน–พัฒนา” ซึ่งคู่มือดังกล่าว ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเฉพาะกลุ่ม หรือ Focus Group จากผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ ครู และผู้ปกครอง ทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจากทั่วประเทศ เพื่อให้เนื้อหาสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและข้อจำกัดของสถานศึกษาที่แตกต่างกัน สามารถนำไปใช้ได้จริง และไม่สร้างภาระเพิ่มเติมแก่โรงเรียน
ภายใต้ MOU ทั้ง 5 หน่วยงานจะร่วมกันต่อยอดการดำเนินงานใน 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่
• พัฒนาหลักสูตร AI & Digital Ethics ขยายผลหลักสูตร 9 โมดูลเพื่อเสริมความรู้และทักษะให้ครูและผู้เรียนเข้าใจทั้งโอกาส ข้อจำกัดและความเสี่ยงของ AI สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมและรับผิดชอบ
• พัฒนาคู่มือกรอบธรรมาภิบาล AI สำหรับสถานศึกษา เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้บริหาร ครู และผู้ปกครอง สามารถกำหนดนโยบาย เลือกใช้เครื่องมือ ประเมินความเสี่ยง และดูแลการใช้ AI โดยคำนึงถึงสิทธิเด็ก ความปลอดภัย และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
• ผลักดันศูนย์ส่งเสริมธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์สำหรับการศึกษาให้เป็นกลไกกลางในการรวบรวมและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สนับสนุนงานวิจัย พัฒนาบุคลากร และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับมาตรฐานการใช้ AI ในภาคการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
• พัฒนา AI Playground & Governance Sandbox เป็นพื้นที่สำหรับทดลองนวัตกรรมและเครื่องมือ AI เปิดโอกาสให้ครู นักเรียน นักวิจัยและผู้พัฒนาได้เรียนรู้ร่วมกัน พร้อมประเมินประโยชน์และความเสี่ยงก่อนนำไปใช้หรือขยายผลในวงกว้าง
ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเตรียมระบบการศึกษาไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI พร้อมพัฒนาเยาวชนที่ไม่เพียง “ใช้ AI เป็น” แต่ยังสามารถรู้เท่าทัน ตั้งคำถามประเมินความเสี่ยง และใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างประโยชน์แก่ตนเองสังคม และประเทศได้อย่างยั่งยืน











